DEEBOON


Jet Sarmartkoon - MD

พฤติกรรมผู้บริโภคไทย: รู้ทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมยังขายไม่ได้อย่างที่ควร

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่แบรนด์เข้าใจผิดมากที่สุด 5 ข้อ พร้อม Framework 3 ชั้นที่ช่วยให้รู้ว่าแบรนด์อยู่ตรงไหนในแผนที่ E-Commerce และต้องเดินไปทางไหนต่อเพื่อขายได้อย่างที่ควร

2026
พฤติกรรมผู้บริโภคไทย: รู้ทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมยังขายไม่ได้อย่างที่ควร

ทุกแบรนด์รู้ว่าคนไทย 85% ซื้อผ่านมือถือ ช้อปหนักช่วง 3 ทุ่ม และ 83% ซื้อตาม Influencer แนะนำ แต่ถ้ารู้ทุกอย่างแล้ว ทำไมยังขายไม่ได้อย่างที่ควร? บทความนี้หักล้าง 5 Assumption ที่แบรนด์เข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย พร้อม Framework ที่นำไปใช้ได้จริง

ทุกแบรนด์ที่ทำ E-Commerce ในไทยตอนนี้รู้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคไทยพอ ๆ กัน คนไทย 85% ซื้อของผ่านมือถือ ช้อปหนักสุดช่วง 3 ทุ่ม ผู้บริโภค 83% ซื้อตามที่ครีเอเตอร์แนะนำ ส่วนลดและส่งฟรีคือตัวขับเคลื่อนอันดับหนึ่ง

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ความลับครับ ทุกทีมการตลาดมี Slide Deck ที่สรุปตัวเลขเหล่านี้ไว้หมดแล้ว เปิดประชุมไตรมาสกี่ครั้งก็เห็นสไลด์เดิม ๆ

แต่คำถามที่น่าคิดกว่าคือ ถ้ารู้ทุกอย่างแล้ว ทำไมแบรนด์จำนวนมากยังขายไม่ได้อย่างที่ควร?

คำตอบไม่ใช่ว่าแบรนด์ "ไม่รู้" พฤติกรรมผู้บริโภค แต่คือแบรนด์ "เข้าใจผิด" เกี่ยวกับมัน มี Assumption ที่ฝังลึกอยู่ในการตัดสินใจ ทำให้กลยุทธ์ที่ออกแบบมาไม่ตรงกับพฤติกรรมจริงของผู้บริโภค ที่ร้ายกว่านั้นคือ Assumption เหล่านี้มักจะถูกครึ่งหนึ่ง — ตัวเลขจริง สถิติจริง แต่บทสรุปที่ดึงออกมาจากตัวเลขนั้นผิด

ปัญหาของแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ขาดข้อมูล แต่ตีความข้อมูลผิด

บทความนี้จะหยิบยก Assumption ที่พบบ่อยที่สุด 5 ข้อมาหักล้างทีละข้อ ใช้เคสจากตลาดที่ Mature กว่าไทย — จีน อินโดนีเซีย อเมริกา — เป็นแว่นมองสิ่งที่กำลังจะเกิดในไทย และปิดท้ายด้วย Framework ที่ Deeboon ใช้ประเมินว่าแบรนด์อยู่ตรงไหนในแผนที่ E-Commerce

Assumption ที่ 1: "คนไทยซื้อเพราะราคาถูกเป็นหลัก"

สิ่งที่คนทั่วไปเชื่อ

คนไทยตัดสินใจซื้อเพราะราคา ดังนั้นต้องลดราคาแข่ง ต้องแจก Voucher ต้องทำโปรทุกวัน ถ้าไม่ลด คนไม่ซื้อ ในห้องประชุมที่ตัดสินใจงบการตลาด สมการนี้ฟังดูปลอดภัยที่สุด เพราะ "ลดแล้วยอดขึ้น" เป็น cause-and-effect ที่ชัดเจนวัดผลได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลจาก Digital 2025 (We Are Social & Meltwater) ยืนยันว่าคูปองส่วนลด (54%) และส่งฟรี (51.8%) เป็นตัวขับเคลื่อนอันดับ 1 และ 2 ที่ทำให้คนไทยช้อปออนไลน์ ตัวเลขนี้จริง

แต่สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอกคือ ส่วนลดดึงคนมา "ซื้อครั้งแรก" ได้ แต่ไม่ได้ทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ

ข้อมูลจากงาน MIT Trends โดย The Mall Group และ YouGov ชี้ว่าผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรม Conscious Consumption คือพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อ ฟังรีวิว เปรียบเทียบหลายแหล่ง และพร้อมที่จะไม่ซื้อถ้าสินค้าไม่คุ้มค่า ผู้บริโภคประมาณ 30% เปิดรับสินค้าใหม่จากแบรนด์ต่างชาติ และคาดหวังทั้งราคาที่แข่งขันได้และความหลากหลาย

Conscious Consumption = พฤติกรรมพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อ ฟังรีวิว เปรียบเทียบ และพร้อมไม่ซื้อถ้าไม่คุ้มค่า

ที่น่าสนใจกว่าคือ ข้อมูลจาก Qualtrics Consumer Trends Report พบว่าถ้าประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับไม่ดี 53% จะเลือกเดินจากแบรนด์ไปเลย แต่ถ้าทำให้ลูกค้าพอใจขึ้นแม้แค่ระดับหนึ่ง โอกาสขายซ้ำจะเพิ่มขึ้นถึง 1.6 เท่า

ลองดูเคสที่จับต้องได้ Allbirds แบรนด์รองเท้า DTC จากอเมริกา รายงานในเอกสาร S-1 ตอนเข้า IPO ว่า 53% ของยอดขายมาจากลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำ และที่น่าสนใจกว่าคือ Customer Acquisition Cost ของ Allbirds ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 25% เพราะอาศัย word-of-mouth จากลูกค้าที่พอใจกับสินค้า — ไม่ใช่จากการลดราคา

ในจีน Luckin Coffee ก็เป็นตัวอย่างที่ชัด แทนที่จะแข่งกับ Starbucks ด้วยราคาเปล่า ๆ Luckin ลงทุนกับระบบ private domain บน WeChat ทำ tagging ลูกค้าแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์ความถี่การสั่ง รสนิยม และตำแหน่งร้าน ผ่านระบบนี้ Luckin สามารถเพิ่ม repurchase rate และความถี่การสั่งต่อเดือนได้ในขณะที่รักษา marketing cost ให้ต่ำ นี่คือการแข่งด้วย Customer Experience ที่ใช้ data — ไม่ใช่การลดราคาตลอดเวลา

สิ่งที่ควรทำแทน

ราคาเป็นตัวเปิดประตู แต่ Customer Experience คือตัวที่ทำให้คนอยู่ แบรนด์ที่แข่งด้วยราคาอย่างเดียวจะติดกับดักที่ต้องลดราคาตลอดเวลา ซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นบน Marketplace ทุกวัน

สิ่งที่ควรทำคือใช้โปรโมชันดึงลูกค้าใหม่ แต่ลงทุนกับ Customer Experience, CRM และ Loyalty Program เพื่อรักษาลูกค้าเดิม เพราะลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำมี Conversion Rate สูงกว่าลูกค้าใหม่หลายเท่า และที่สำคัญ ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาดึงคนเข้ามาใหม่ทุกครั้ง

Assumption ที่ 2: "ทำ E-Commerce คือเปิดร้านบน Marketplace ก็พอ"

สิ่งที่แบรนด์เชื่อ

เปิดร้านบน Shopee, Lazada, TikTok Shop ก็เท่ากับ "ทำ E-Commerce" แล้ว ไม่ต้องมี Website ของตัวเอง เพราะคนซื้ออยู่บน Platform อยู่แล้ว ลูกค้าค้นหาสินค้าบน Marketplace เป็นที่แรก ทำไมต้องสร้างเว็บเองให้เปลือง

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ในตลาด E-Commerce ไทย 1 ล้านล้านบาท มี 96% ที่ไหลผ่าน Platform ของคนอื่น มีเพียง 4% ที่ผ่าน Brand.com หรือ Own Channel ตัวเลขนี้บอกอะไรบางอย่างที่ผู้บริหารควรหยุดคิด — แบรนด์ส่วนใหญ่ "ขายได้" บน Marketplace แต่ไม่ได้ "สร้างอะไร" ให้ตัวเอง

ขายได้บน Marketplace ไม่เท่ากับสร้าง Asset ให้แบรนด์

ทุกออเดอร์ที่เกิดบน Marketplace ข้อมูลลูกค้าเป็นของ Platform ไม่ใช่ของแบรนด์ ชื่อ ที่อยู่ พฤติกรรมการซื้อ ความถี่ในการกลับมา ทุกอย่างอยู่ใน Dashboard ของ Shopee ไม่ได้อยู่ใน CRM ของแบรนด์

ถ้าวันนี้ Marketplace เปลี่ยนกติกา ขึ้นค่า Commission หรือเปลี่ยน Algorithm แบรนด์มีลูกค้ากี่คนที่ติดต่อได้โดยตรง? ถ้าคำตอบคือ "ไม่รู้" แสดงว่าสิ่งที่สร้างมาตลอดหลายปีเป็นแค่ยอดขาย ไม่ใช่ฐานลูกค้า

สิ่งนี้ไม่ใช่ทฤษฎี ในอินโดนีเซียปลายเดือนกันยายน 2023 รัฐบาลออกกฎห้ามแพลตฟอร์ม Social Media ทำธุรกรรม E-Commerce บนแอปตัวเอง TikTok Shop ที่ก่อนหน้านี้สร้างยอดขายในอินโดนีเซียได้ $6 พันล้านในเวลา 9 เดือน — ตัวเลขที่ Tokopedia ใช้เวลาถึง 10 ปีจึงทำได้ ต้องปิดบริการในชั่วข้ามคืน สองเดือนต่อมา TikTok ต้องลงทุนกว่า $1.5 พันล้านดอลลาร์ และซื้อหุ้น 75% ใน Tokopedia ($840 ล้านดอลลาร์) เพื่อกลับมาทำตลาดอินโดนีเซียอีกครั้ง

บทเรียนคือ — ถ้าแบรนด์พึ่งพา Platform เดียวมาก ๆ การเปลี่ยนแปลงระดับนี้ส่งผลกระทบทันที และไม่มีทางเตรียมตัวล่วงหน้าได้

ในทางตรงข้าม ลองดู Perfect Diary แบรนด์เครื่องสำอางจีนที่ใช้ Marketplace อย่าง Tmall เป็นช่องทาง Discovery หาลูกค้าใหม่ แต่มีกลไกชัดเจนในการดึงลูกค้ากลับมาที่ Own Channel ในทุกแพ็กเกจที่ขายบน Tmall จะมี promotion card พร้อม QR Code ของ WeChat Official Account ใส่ไปด้วย พร้อม benefit เฉพาะที่จูงใจให้ลูกค้าสแกน เมื่อสแกนแล้วลูกค้าจะถูกเชิญเข้า private traffic pool ของแบรนด์

ผลลัพธ์? Perfect Diary สร้าง GMV 300-500 ล้าน RMB ในปี 2019 พร้อมกับ 5 ล้าน users ใน private traffic pool ของตัวเอง และที่น่าสนใจกว่าคือ Customer Acquisition Cost บน Tmall เพิ่มขึ้น 60% จากปี 2015 ถึง 2017 ทะลุ 250 RMB ต่อราย ในขณะที่ Perfect Diary ดึงลูกค้าเข้า private traffic ในต้นทุนเพียง 2-3 หยวนต่อราย

ความต่าง 80 เท่านี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่จากการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง — ใช้ Marketplace เป็นประตูหน้า ไม่ใช่บ้าน

สิ่งที่ควรทำแทน

เริ่มสร้าง Own Channel ควบคู่กับ Marketplace ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

Marketplace ใช้สำหรับ Discovery และ Volume ส่วน Brand.com หรือ LINE OA ใช้สำหรับ Relationship, First-Party Data และ Profit Margin ที่สูงกว่า ทุกออเดอร์บน Marketplace ควรมีกลไกดึงลูกค้ากลับมาที่ Own Channel — ผ่าน Packaging Insert, QR Code, Loyalty Program หรือ Exclusive Content ที่หาบน Marketplace ไม่ได้

First-Party Data = ข้อมูลลูกค้าที่แบรนด์เก็บโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง ใช้สร้าง Personalization และ Loyalty ได้

Assumption ที่ 3: "คนไทยซื้อตาม Influencer = จ้าง Influencer รีวิว"

สิ่งที่แบรนด์เชื่อ

เมื่อ 83% ของคนไทยซื้อตาม Influencer แนะนำ สิ่งที่ต้องทำคือจ้าง Influencer รีวิว ยิ่งจ้างเยอะ ยิ่งดี ยิ่ง Follower เยอะ ยิ่งดี งบ Influencer Marketing ในไทยจึงโตทุกปี

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ตัวเลข 83% จริง แต่วิธีที่ผู้บริโภคไทยตอบสนองต่อ Influencer เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนเร็วมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ในอดีต Customer Journey เป็นแบบนี้:

คนเห็นรีวิว → จำชื่อแบรนด์ → ไปค้นหาเอง → เปรียบเทียบ → ซื้อ

แต่วันนี้ Customer Journey สั้นลงมาก:

คนดูไลฟ์ → กดตะกร้า → จ่ายเงิน

ทั้งหมดเกิดขึ้นใน 30 วินาที บน Platform เดียว นี่คือ Affiliate Commerce ไม่ใช่ Influencer Marketing แบบเดิม

Affiliate Commerce = การที่ครีเอเตอร์ขายสินค้าและได้ส่วนแบ่งจากยอดขายจริง ไม่ใช่ค่าจ้างคงที่

Priceza เรียกโมเดลนี้ว่า 3C คือ Creator สร้าง Content ที่ดี แล้วนำไปสู่ Commerce ที่วัดผลได้ ครีเอเตอร์ได้ส่วนแบ่งจากยอดขายจริง ไม่ใช่แค่ค่าจ้างรีวิวคงที่ และสิ่งนี้พิสูจน์แล้วในปี 2024 ว่า Video Commerce โตจาก 0% เป็น 20% ของมูลค่าตลาด E-Commerce ทั้งหมดในเวลาเพียง 3 ปี

ลองดูตัวอย่างที่ scale ระดับโลก Shein แบรนด์ Fast Fashion จากจีนใช้ระบบ Affiliate Program ที่ ครีเอเตอร์ได้ commission 10-20% ต่อยอดขายที่เกิดจากลิงก์ของตัวเอง ผลลัพธ์? ในปี 2023 Shein มีรายได้ $32.5 พันล้านดอลลาร์ โต 43% จากปีก่อนหน้า และมีลูกค้า active ทั่วโลกกว่า 88.8 ล้านคน

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Shein ไม่ได้ใช้งบก้อนใหญ่จ้างดารา A-list มาโฆษณา แต่ใช้กองทัพครีเอเตอร์ขนาดเล็กและกลางจำนวนมาก ที่ทุกคนมีแรงจูงใจขายจริง เพราะรายได้ผูกกับยอดขาย

Perfect Diary ในจีนก็ใช้กลยุทธ์คล้ายกัน แทนที่จะกระโดดร่วม KOL bandwagon แบบที่ทุกแบรนด์ทำ Perfect Diary เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ใช้ KOC (Key Opinion Consumer) บนแพลตฟอร์ม Little Red Book และ WeChat แทน เปลี่ยนลูกค้าทุกคนให้กลายเป็น brand advocate KOC คือคนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้สินค้าจริง ไม่ใช่ดารา ความน่าเชื่อถือสูงกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

ความแตกต่างสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจคือ:

Influencer Marketing แบบเดิมAffiliate Commerce
จ่ายค่าจ้างคงที่จ่ายตามยอดขายจริง
วัดผลด้วย Reach, Engagementวัดผลด้วย Conversion
งบก้อนใหญ่ Top Influencer คนเดียวกระจายงบครีเอเตอร์หลายระดับ
Customer Journey ยาวCustomer Journey สั้น
Brand AwarenessSales

Assumption ที่ 4: "Mobile First = ต้องทำแอป"

สิ่งที่แบรนด์เชื่อ

เมื่อคนไทย 68.3% ซื้อของผ่านมือถือ แบรนด์ต้องมีแอปพลิเคชันของตัวเอง ลงทุนทำแอป ทำให้คนดาวน์โหลด สร้าง Push Notification System บางแบรนด์ลงทุนหลักล้านบาทเพื่อพัฒนาแอปที่สุดท้ายมีคนใช้ปีละไม่กี่ครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

คนไทยซื้อผ่านมือถือจริง แต่ไม่ได้ซื้อ "ผ่านแอปของแบรนด์" ส่วนใหญ่ซื้อผ่านแอป Shopee, แอป TikTok, แอป LINE หรือ Browser บนมือถือ

Mobile First ไม่ได้แปลว่าต้องทำแอป แปลว่าทุกอย่างของแบรนด์ต้องใช้งานบนมือถือได้สมบูรณ์แบบ

ข้อมูลจาก META พบว่า Gen Z ในอาเซียน 75% ซื้อทางออนไลน์ โดย 47% ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ไม่ใช่แอปของแบรนด์ คนไทยเป็นอันดับ 5 ของโลกที่ซื้อของผ่านมือถือ แต่พฤติกรรมคือ:

เลื่อนดู Feed → เจอสินค้า → กดซื้อ

ไม่ใช่เปิดแอปของแบรนด์แล้วค้นหาสินค้า

แต่ก็มีข้อยกเว้น — และข้อยกเว้นนี้เผยให้เห็นว่าเมื่อไหร่ที่แอปคุ้ม HEYTEA แบรนด์เครื่องดื่มจากจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด หลังจากเปิดตัวแอป HEYTEA GO อัตราการซื้อซ้ำต่อเดือนของลูกค้าเพิ่มขึ้น 3 เท่า และแอปกลายเป็นช่องทางที่สร้างยอดสั่งซื้อครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ปี 2019 HEYTEA GO มีผู้ใช้รวม 21.5 ล้านคน

ทำไม HEYTEA ถึงทำแอปได้คุ้ม? เพราะเป็นสินค้า high-frequency / low-decision — ลูกค้าซื้อบ่อย ตัดสินใจเร็ว ไม่ต้องเปรียบเทียบมาก แอปช่วยลดเวลารอคิว ปรับแต่งเครื่องดื่มได้ และส่ง push notification ได้ตรงเวลา — ทุกอย่างที่ Browser ทำไม่ได้

ในทางตรงข้าม แบรนด์ที่ขายสินค้าซื้อปีละครั้ง (รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ เครื่องประดับ) แอปไม่คุ้มเลย เพราะลูกค้าเปิดใช้น้อยมาก

ตารางเปรียบเทียบ ROI สำหรับแบรนด์ขนาดกลาง:

ช่องทางต้นทุนพัฒนาต้นทุนรักษาอุปสรรคการใช้งานลูกค้า
Native Appสูงมากสูงต้องดาวน์โหลด + เปิดใช้งานเสมอ
Mobile Web (Brand.com)กลางต่ำคลิกลิงก์เปิดได้ทันที
LINE OAต่ำต่ำคนไทยมี LINE อยู่แล้ว

สิ่งที่ควรทำแทน

Mobile First ไม่ได้แปลว่าต้องทำแอป แปลว่า "ทุกอย่างที่แบรนด์มีบนออนไลน์ต้องใช้งานบนมือถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ"

Brand.com ที่ Responsive, หน้า Checkout ที่ง่ายและเร็ว, การจ่ายเงินผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าแอปที่ดาวน์โหลดแล้วเปิดปีละ 2 ครั้ง

ก่อนตัดสินใจลงทุนทำแอป ลองถามตัวเอง 2 ข้อ — ลูกค้าซื้อสินค้าบ่อยพอที่จะเปิดแอปทุกสัปดาห์หรือไม่? และมี feature อะไรที่ Mobile Web หรือ LINE OA ทำไม่ได้? ถ้าตอบ "ไม่" ทั้งสองข้อ แอปไม่ใช่คำตอบ

Assumption ที่ 5: "ขายบนทุก Platform = เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น"

สิ่งที่แบรนด์เชื่อ

ยิ่งอยู่บนหลาย Platform ยิ่งดี เปิดร้านบน Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE, Facebook ครบทุกช่องทาง เท่ากับเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ทีมการตลาดมักรายงานเป็น "เราอยู่ครบทุก Platform" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

การอยู่บนทุก Platform โดยไม่มี ศูนย์กลาง ที่เชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน คือการกระจายทรัพยากรและสร้าง Data Silo ในแบรนด์ของตัวเอง

อยู่หลาย Platform โดยไม่มีศูนย์กลาง = สร้าง Data Silo ให้ตัวเอง

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ "ควรอยู่กี่ Platform" แต่คือ "ข้อมูลลูกค้าจากทุก Platform ไหลกลับมาที่ไหน" แบรนด์ส่วนใหญ่ตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะแต่ละ Platform เก็บข้อมูลในรูปแบบต่างกัน ทีมที่ดูแลก็แยกกัน รายงานก็แยกกัน ผลคือลูกค้าคนเดียวกันที่ซื้อบน Shopee, Lazada และหน้าร้าน ในระบบของแบรนด์กลายเป็นลูกค้า 3 คน

ลองดูเคสที่เป็นต้นแบบของการทำ Omnichannel ที่ "มีศูนย์กลางจริง" Sociolla แพลตฟอร์ม Beauty ของอินโดนีเซียเริ่มต้นในปี 2015 จาก E-Commerce ล้วน ๆ แต่ตอนนี้ขยายเป็น omnichannel ที่มีร้านกายภาพมากกว่า 60 สาขาใน 40 เมืองทั่วอินโดนีเซีย

จุดสำคัญไม่ใช่จำนวนช่องทาง แต่คือวิธีที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน Sociolla สร้างระบบนิเวศที่ประกอบด้วย Sociolla (omnichannel retail), SOCO (beauty super app), Beauty Journal (digital media platform) และธุรกิจกระจายสินค้า — ทุกชิ้นเชื่อมต่อกันผ่านฐานข้อมูลเดียว

ผลลัพธ์? ภายในเวลา 10 ปี Sociolla ขยายเป็นมากกว่า 150 สาขาทั่วอินโดนีเซียและเวียดนาม มีสมาชิก SOCO มากกว่า 8 ล้านราย และเข้าถึงร้านค้าปลีกอีกกว่า 60,000 จุดทั่วประเทศ

หัวใจของ Sociolla ไม่ได้อยู่ที่ "อยู่หลายที่" แต่อยู่ที่ SOCO — แอปที่เป็นศูนย์กลาง ลูกค้าที่ซื้อในร้าน ในเว็บ หรือในแอป ทั้งหมดถูกบันทึกใน SOCO เดียวกัน Beauty Journal ที่เป็น content arm ก็ป้อน traffic กลับเข้า SOCO ทำให้ทุกช่องทางทำงานเสริมกัน ไม่ใช่แข่งกัน

ในตลาดไทย พฤติกรรม "ลองที่ร้าน ซื้อออนไลน์" ก็ชัดมาก โดยเฉพาะในหมวดความงาม คนไปดูสินค้าจริงที่เคาน์เตอร์ แต่กลับมากดซื้อออนไลน์เพราะราคาดีกว่า สะท้อนว่าออฟไลน์กับออนไลน์ไม่ได้แยกจากกันอีกต่อไป — แต่ถ้าระบบของแบรนด์มองว่ามันแยก ลูกค้าคนเดียวก็จะถูกนับเป็น 2 คนต่อแคมเปญ

ข้อมูลจาก Content Shifu ชี้ว่า Gen X ชอบสั่งผ่าน Lazada ขณะที่ Gen Z ชอบสั่งผ่าน Shopee ข้อมูลจาก META พบว่า Gen Z ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการค้นหาและประเมินสินค้าถึง 47% เทียบกับคนรุ่นอื่นที่อยู่แค่ 39% ความแตกต่างนี้บอกว่าแต่ละ Platform ทำหน้าที่ต่างกัน ไม่ใช่ทับซ้อนกัน

Platformกลุ่มหลักบทบาท
ShopeeGen Z, MillennialsVolume, Daily Shopping
LazadaGen X, MillennialsTrust, Brand Official
TikTok ShopGen ZVideo Commerce, Discovery
LINE OAทุก GenCRM, Loyalty, Direct Communication
Brand.comลูกค้าที่ Loyal แล้วRelationship, Margin

สิ่งที่ควรทำแทน

แทนที่จะอยู่ "ทุก Platform" ให้เลือก Platform ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ แล้วทำให้ดี แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องมี "ศูนย์กลาง" ที่เชื่อมทุกช่องทางเข้าด้วยกัน

ศูนย์กลางนั้นคือ Own Channel ที่มี CRM เป็นตัวเก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะมาจาก Shopee, TikTok, หน้าร้าน หรือ LINE OA ทุกอย่างต้องไหลกลับมาที่ฐานข้อมูลของแบรนด์ เพื่อให้แบรนด์เห็นลูกค้าเป็น "คนเดียว" ไม่ใช่ "หลายคน" ในหลาย Platform

3 ชั้นของ E-Commerce Maturity: Framework ที่ Deeboon ใช้มองตลาด

จาก 5 Assumption ข้างต้น จะเห็นว่ามี Pattern ร่วมกันอยู่ — แบรนด์ที่ขายไม่ได้อย่างที่ควรมักจะรู้ "อะไร" แต่ไม่เข้าใจ "ทำไม" และ "อย่างไร" และที่สำคัญ ติดอยู่ในระดับเดียวกันโดยไม่รู้ตัว

Deeboon ใช้ Framework ที่เรียกว่า 3 ชั้นของ E-Commerce Maturity ในการประเมินว่าแบรนด์อยู่ตรงไหน และต้องเดินไปทางไหนต่อ

3 ชั้นของ E-Commerce Maturity = Discovery → Relationship → Intelligence

ชั้นที่ 1: Discovery — หาลูกค้าใหม่

ชั้นนี้คือการใช้ Marketplace, Affiliate, Social Commerce และโฆษณาเพื่อให้คนรู้จักและซื้อสินค้าครั้งแรก

แบรนด์ส่วนใหญ่ทำชั้นนี้ได้ดี เพราะมีเครื่องมือ มีงบ มีทีมที่ทำเป็น ปัญหาคือแบรนด์จำนวนมากหยุดอยู่ที่ชั้นนี้ และคิดว่า "ทำ E-Commerce แล้ว" ทั้งที่จริงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

สัญญาณว่าแบรนด์อยู่ที่ชั้นนี้: วัดผลด้วยยอดขายรายวันบน Marketplace เป็นหลัก ไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเอง ทุกออเดอร์คือ Transaction ไม่ใช่ Relationship

ชั้นที่ 2: Relationship — รักษาลูกค้าเดิม

ชั้นนี้คือการดึงลูกค้าจากชั้นที่ 1 กลับมาที่ Own Channel สร้าง CRM เก็บ First-Party Data ทำ Loyalty Program สื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

แบรนด์ที่ขึ้นมาถึงชั้นนี้มี Margin ดีขึ้น Repeat Purchase Rate สูงขึ้น และไม่ต้องจ่ายค่า Acquisition ใหม่ทุกครั้ง ที่สำคัญ เริ่มมีอำนาจต่อรองกับ Platform เพราะมีช่องทางสื่อสารกับลูกค้าด้วยตัวเอง

Perfect Diary คือตัวอย่างคลาสสิกของแบรนด์ที่ขึ้นมาถึงชั้นนี้ การที่ลูกค้าใหม่ราคาเพียง 2-3 หยวน เทียบกับ 250+ หยวนบน Tmall ไม่ได้เกิดจากโชค แต่จากการลงทุนสร้าง private domain อย่างเป็นระบบ

สัญญาณว่าแบรนด์อยู่ที่ชั้นนี้: มี CRM ที่ใช้งานจริง มี LINE OA หรือ Brand.com ที่มีฐานสมาชิก รู้ว่าลูกค้าคนไหนซื้ออะไร บ่อยแค่ไหน

ชั้นที่ 3: Intelligence — ตัดสินใจด้วยข้อมูล

ชั้นบนสุดคือการใช้ข้อมูลจากชั้นที่ 1 และ 2 มาตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ใช้ E-Commerce Listening เข้าใจคู่แข่ง ใช้ Predictive Analytics คาดการณ์พฤติกรรม ใช้ข้อมูลออกแบบสินค้าใหม่

แบรนด์ที่อยู่ที่ชั้นนี้ไม่ใช่แค่ "ขายเก่ง" แต่ "เข้าใจตลาดดีกว่าคู่แข่ง" Sociolla ที่ขยายจาก E-Commerce เป็น ecosystem ที่มี SOCO Insight Factory เป็น data engine ก็เป็นตัวอย่างของชั้นนี้

ในตลาดที่มีผู้ขาย 3 ล้านรายและสินค้า 300 ล้านรายการ การตัดสินใจแบบ "รู้สึกว่า" ไม่เพียงพออีกต่อไป

สัญญาณว่าแบรนด์อยู่ที่ชั้นนี้: ใช้ข้อมูลตลาดประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง มีระบบติดตามคู่แข่งและตลาด ออกแบบแคมเปญและสินค้าจาก Insight ไม่ใช่จาก Trend

หัวใจของ Framework นี้

3 ชั้นนี้ ซ้อนกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แบรนด์ที่อยู่ชั้น 3 ก็ยังต้องทำชั้น 1 และ 2 ต่อไป แต่แบรนด์ที่อยู่ชั้น 1 อย่างเดียวจะอยู่ในเกมที่แข่งด้วยราคาตลอดเวลา ไม่มีทางหนีกับดักนั้นได้ถ้าไม่ขึ้นไปชั้น 2

แบรนด์ส่วนใหญ่ติดอยู่ที่ชั้น 1 และคิดว่าทำ E-Commerce แล้ว

คำถาม Diagnostic 3 ข้อสำหรับผู้บริหาร

ก่อนวางแผน E-Commerce ปีถัดไป ลองถามตัวเอง 3 ข้อนี้:

  1. ถ้า Marketplace ที่แบรนด์พึ่งพามากที่สุดเปลี่ยนกติกาพรุ่งนี้ แบรนด์มีลูกค้ากี่คนที่ติดต่อได้โดยตรง? ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าแบรนด์ยังอยู่ชั้น 1 — และเคส TikTok Shop Indonesia แสดงให้เห็นแล้วว่าการเปลี่ยนระดับนั้นเกิดขึ้นได้จริง
  2. ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจาก Shopee, Lazada และหน้าร้าน — ในระบบของแบรนด์ เป็นคนเดียวกันหรือแยกเป็น 3 คน? ถ้าแยกเป็น 3 คน แสดงว่ายังไม่มีศูนย์กลางที่แท้จริง
  3. การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในไตรมาสที่ผ่านมา ตัดสินใจจากข้อมูลของแบรนด์เอง หรือจาก Trend ในตลาด? ถ้าจาก Trend แสดงว่ายังไม่ขึ้นชั้น 3

บทสรุป

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ ตัวเลขทุกตัวที่แบรนด์ต้องการก็มีอยู่ครบในรายงาน Digital 2025 และงานวิจัยอื่น ๆ ปัญหาคือการตีความตัวเลขเหล่านั้นต่างหาก

แบรนด์ที่ขายได้จริงไม่ใช่แบรนด์ที่รู้ข้อมูลมากกว่า แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในแผนที่ E-Commerce และรู้ว่าจะเดินไปทางไหนต่อ

3 ชั้นของ E-Commerce Maturity ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือเส้นทางที่แบรนด์ใหญ่ในจีน อินโดนีเซีย และอเมริกาเดินมาแล้ว Perfect Diary, Luckin, HEYTEA, Sociolla — แต่ละแบรนด์ใช้กลยุทธ์ต่างกัน แต่หลักการเดียวกัน คือใช้ Marketplace เป็นประตูหน้า ไม่ใช่บ้าน และสร้าง Asset ของตัวเองในระยะยาว

ความท้าทายของแบรนด์ไทยตอนนี้ไม่ใช่ "จะเริ่มเมื่อไหร่" แต่คือ "ยิ่งช้า ยิ่งเสียเปรียบ" เพราะข้อมูลที่ไม่ได้เริ่มเก็บวันนี้ จะไม่มีให้ใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในการซื้อออนไลน์เปลี่ยนไปอย่างไรในปี 2024-2025?

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ Customer Journey ที่สั้นลงมาก จากเดิมที่

ค้นหา → เปรียบเทียบ → ซื้อ กลายเป็น

เลื่อนดู Feed → เจอสินค้าจาก Creator → กดตะกร้า

ทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่กี่วินาที สะท้อนจากการเติบโตของ Video Commerce จาก 0% เป็น 20% ของตลาดใน 3 ปี นอกจากนี้ผู้บริโภคไทยยังมีพฤติกรรม Conscious Consumption มากขึ้น คือพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อ ดูรีวิวหลายแหล่ง และพร้อมจะไม่ซื้อถ้าไม่คุ้มค่า

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คนไทยตัดสินใจซื้อออนไลน์?

จากข้อมูล Digital 2025 ปัจจัย 3 อันดับแรกที่ทำให้คนไทยกดซื้อคือ คูปองส่วนลด (54%), ส่งฟรี (51.8%) และ Content จากครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ (83% ซื้อตาม Influencer แนะนำ) แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้า "กลับมาซื้อซ้ำ" คือ Customer Experience ที่ดี โดย 53% ของผู้บริโภคจะเลิกซื้อถ้าได้ประสบการณ์ที่ไม่ดี

คนไทยซื้อของออนไลน์ช่วงเวลาไหนมากที่สุด?

ช่วงเวลาทองคือประมาณ 21:00 น. หรือที่เรียกว่า "Golden Hour" ของการช้อปออนไลน์ เป็นช่วงที่ผู้บริโภคพักผ่อนหลังเลิกงาน เลื่อนดู Feed และตัดสินใจซื้อ แบรนด์ที่ต้องการเพิ่ม Conversion ควรจัดโปรโมชันหรือปล่อย Content ให้ตรงกับช่วงเวลานี้

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยต่างจากต่างประเทศอย่างไร?

ผู้บริโภคไทยมีลักษณะเฉพาะ 3 ข้อที่ต่างจากตลาดอื่น

หนึ่ง — ใช้มือถือเป็นหลักในระดับสูงมาก (อันดับ 5 ของโลก)

สอง — เชื่อ Creator มากกว่าโฆษณาแบรนด์ (83% ซื้อตาม Influencer)

สาม — ใช้ LINE เป็นช่องทางสื่อสารหลัก ต่างจากตลาดจีนที่ใช้ WeChat ตลาดอเมริกาที่ใช้ Email และตลาดอินโดนีเซียที่ใช้ WhatsApp

ความเฉพาะนี้ทำให้กลยุทธ์จากต่างประเทศมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ ต้องปรับให้เข้ากับ ecosystem ของไทย

แบรนด์ควรมีแอปของตัวเองไหม?

สำหรับแบรนด์ส่วนใหญ่ คำตอบคือยังไม่จำเป็น แม้คนไทย 68.3% จะซื้อผ่านมือถือ แต่ซื้อผ่านแอป Shopee, TikTok หรือ Browser ไม่ใช่แอปของแบรนด์

Brand.com ที่ Responsive ดี หน้า Checkout ง่าย และรองรับ Mobile Payment จะคุ้มค่ากว่าการลงทุนทำแอป ยกเว้นแบรนด์ที่ขายสินค้า high-frequency / low-decision เช่น เครื่องดื่ม อาหาร ของกินของใช้ที่ซื้อรายสัปดาห์ — กรณีของ HEYTEA ที่เพิ่ม repurchase rate ได้ 3 เท่าหลังเปิดแอป คือตัวอย่างที่ชัด

ทำไมขายบน Marketplace อย่างเดียวถึงไม่พอ?

เพราะ 96% ของยอดขาย E-Commerce ไทยไหลผ่าน Platform ของคนอื่น ข้อมูลลูกค้าทั้งหมดเป็นของ Platform ไม่ใช่ของแบรนด์ เมื่อ Platform เปลี่ยนกติกา ขึ้น Commission หรือเปลี่ยน Algorithm แบรนด์ที่ไม่มี Own Channel จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด — เคส TikTok Shop ที่ถูกอินโดนีเซียแบนข้ามคืนในปี 2023 คือบทเรียนที่ชัดที่สุด การสร้าง Brand.com ควบคู่กับ Marketplace ช่วยให้แบรนด์เก็บ First-Party Data สร้าง Loyalty และมี Profit Margin ที่ดีกว่า

E-Commerce Maturity Model คืออะไร?

E-Commerce Maturity Model คือ Framework ที่แบ่งระดับการทำ E-Commerce ของแบรนด์เป็น 3 ชั้น Discovery (หาลูกค้าใหม่ผ่าน Marketplace และ Affiliate)

Relationship (รักษาลูกค้าเดิมผ่าน Own Channel และ CRM)

และ Intelligence (ตัดสินใจด้วยข้อมูลจาก E-Commerce Listening และ Analytics)

แบรนด์ส่วนใหญ่ติดอยู่ที่ชั้นแรกและคิดว่าทำ E-Commerce แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้สร้าง Asset อะไรให้ตัวเอง

First-Party Data สำคัญอย่างไรกับแบรนด์ไทย?

First-Party Data คือข้อมูลลูกค้าที่แบรนด์เก็บโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง สำคัญกับแบรนด์ไทยมากในยุคที่ Cookie หาย Algorithm ของ Platform เปลี่ยนตลอด และต้นทุนโฆษณาสูงขึ้นทุกปี แบรนด์ที่มี First-Party Data ใช้ทำ Personalization, Predictive Analytics และ Loyalty Program ได้ ส่งผลให้ Repeat Purchase Rate สูงกว่าและ Customer Acquisition Cost ต่ำกว่าคู่แข่ง

กรณี Perfect Diary ในจีนที่ดึงลูกค้าเข้า private traffic ได้ในต้นทุน 2-3 หยวน เทียบกับ Tmall ที่ 250+ หยวน คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด

ควรเริ่มสร้าง Own Channel จากตรงไหน?

เริ่มจากช่องทางที่ลูกค้าใช้อยู่แล้วและต้นทุนต่ำที่สุด สำหรับแบรนด์ไทย LINE OA คือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะคนไทยใช้ LINE เป็นช่องทางสื่อสารหลักอยู่แล้ว ไม่ต้องดาวน์โหลดอะไรเพิ่ม จากนั้นค่อย ๆ ขยายไป Brand.com และระบบ CRM ที่เชื่อมข้อมูลทุกช่องทาง สำคัญที่สุดคือต้องเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่วันนี้ เพราะข้อมูล 2 ปีย้อนหลังจะมีค่ามากกว่าข้อมูลที่เริ่มเก็บปีหน้า

แหล่งอ้างอิง

  1. We Are Social & Meltwater — Digital 2025 Thailand Report
  2. Priceza — E-Commerce Trends & Opportunities 2025
  3. META — Digital Consumer Insights Thai & ASEAN 2024
  4. Qualtrics — 2025 Consumer Trends Report
  5. The Mall Group & YouGov — MIT Trends 2024
  6. Content Shifu — Digital Marketing Trends 2025
  7. Everyday Marketing — E-Commerce Thailand 2025
  8. Popticles — รวมสถิติ Digital ไทย 2025
  9. Mordor Intelligence — China E-Commerce Market

Related Posts

View more