DEEBOON


Jet Sarmartkoon - MD

WooCommerce vs Shopify: เลือก E-Commerce Platform ไหนดีสำหรับธุรกิจคุณ

เปรียบเทียบ WooCommerce และ Shopify อย่างตรงไปตรงมา ด้านค่าใช้จ่าย ความยืดหยุ่น และการดูแลระบบ เพื่อช่วยให้คนทำธุรกิจจริงตัดสินใจได้ถูกต้อง

2026
WooCommerce vs Shopify: เลือก E-Commerce Platform ไหนดีสำหรับธุรกิจคุณ

คุณซีเรียสเรื่องค่าธรรมเนียมการขาย (Transaction Fee) มากแค่ไหน?

E-Commerce มีหลาย Platform นะครับ วันนี้มาดูกันว่าแบบไหนที่จะเหมาะกับธุรกิจและสินค้าของคุณได้มากที่สุด

เรามาเริ่มกันที่ อย่าทำแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ

คนส่วนใหญ่ตัดสินใจกันด้วยราคา แต่ผมแนะนำว่าคุณจะต้องตัดสินที่ความคุ้มค่าเท่านั้นครับ ความคุ้มค่าในที่นี้ไม่ได้แปลว่าถูกที่สุด แต่หมายถึงตัวที่เหมาะกับแผนและข้อจำกัดของคุณมากที่สุด

บทความนี้เขียนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มองหาช่องทางขายของออนไลน์ อาจจะเคยขายผ่าน Shopee หรือ Lazada มาแล้วบ้าง และกำลังมองหาทางเลือกใหม่ หรือเคยมีเว็บ E-Commerce มาแล้ว และอยากเริ่มใหม่อีกครั้ง

เริ่มต้นที่ความคิดก่อน ไม่ใช่ที่ Platform

ก่อนจะไปถึงเรื่อง Platform ขอพูดถึงสิ่งที่สำคัญกว่าก่อนครับ นั่นคือวิธีคิด

จัดรูปแบบความคิดในหัวของคุณใหม่

ลดภาพความใหญ่โตของ E-Commerce หรือ Platform ออกก่อน มองให้มันเป็นแค่เครื่องมือเล็กๆ อันหนึ่งในกระบวนการอีกหลายสิบอย่างที่คุณจะต้องมี คุณต้องออกแบบกระบวนการขายของตัวเองก่อน

  • จะทำโฆษณาแบบไหน?
  • มีโปรแบบไหน?
  • ลูกค้าเข้ามาต้องการให้เขารู้สึกแบบไหน?
  • แพคของแบบไหน?
  • ขนส่งแบบไหน?
  • ถ้าไม่มีลูกค้าเข้า แผนสองทำอย่างไร?
  • ต้องมีทีมช่วยดูแลด้านไหนบ้าง? กี่คน?
  • จะให้ลูกค้าซื้อซ้ำต้องทำอย่างไร?

โดยให้ตัว E-Commerce Platform มันเป็นเครื่องมือรองรับแผนของคุณ อย่าใช้มันเป็นตัวเอกของเรื่อง แล้วไปปรับแผนธุรกิจตาม อย่าฝากธุรกิจไว้กับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ทำความเข้าใจภาพรวมของเทคโนโลยีก่อน แล้วเราจะเห็นภาพอนาคตของตัวเองได้ชัดขึ้นครับ

โดยทั้งหมดทั้งมวลให้เริ่มจากความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ก่อนเสมอ ไม่งั้นโปรเจคจะเกิดขึ้นได้ยาก และที่สำคัญอย่าเพิ่งอยากได้ทุกอย่างที่มีในหัวในคราวเดียว ไม่ต้องเอาออกมาทำจริงทั้งหมด

และให้ใส่อันนี้เป็นเป้าหมายหลักไว้ด้วยคือ “เราต้องการเครื่องมือที่เก่งเรื่องการขาย!” ไม่ใช่ให้มันทำงานเป็น Catalog สินค้า

[ถ้าใครยังแยก 2 เรื่องนี้ไม่ออกระหว่าง E-Commerce กับ Catalog ก็จำเป็นต้องกลับไปทำการบ้านให้ชัดเจนก่อนจะไปในขั้นถัดไป]

ตัดเว็บสำเร็จรูปออกไปก่อนเป็นลำดับแรก

ถ้าเป้าหมายของเราคือต้องการเครื่องมือที่เก่งเรื่องการขาย ไม่ใช่เครื่องมือที่เอามาใช้แบบพอขายได้ หรือมีไว้ให้ลูกค้ามาเลือกสินค้า แล้วโทรหรือไลน์สั่งของ ให้ตัดเรื่องเว็บสำเร็จรูปออกไปก่อนเป็นอันดับแรกครับ

สองตัวที่น่าสนใจจริงๆ ที่เหมาะกับผู้ซื้อคนไทยมากที่สุดโดยวัดกันที่ปัจจุบันนี้ ที่ผมจะแนะนำก็คือ WooCommerce กับ Shopify

WooCommerce vs Shopify: ดูที่ตัวเองก่อน

ก่อนเลือกระหว่างสองตัวนี้ ต้องถามตัวเองก่อนครับว่า คุณจะมีความสามารถดูแลเว็บได้มากน้อยแค่ไหน เพราะนั่นคือตัวแปรที่สำคัญที่สุด

อย่าคาดหวังว่าทำเว็บครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดชีวิตได้ โดยไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงอะไรเลย ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบให้มีระบบอะไรที่ยั่งยืนแบบนั้น

และอย่าคาดหวังพึ่งผู้ให้บริการ Hosting ในการดูแล E-Commerce นะครับ มันไม่ใช่หน้าที่เขา และทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ

WooCommerce คือ Plugin ที่รันบน WordPress ต้องมี Hosting ของคุณเอง

ข้อดีคือยืดหยุ่นสูงและต้นทุนเริ่มต้นต่ำ แต่มันต้องการการ MA อย่างสม่ำเสมอ และต้องมีคนที่เข้าใจระบบพอสมควรคอยดูแล ไม่ว่าจะเป็นตัวเจ้าของเองหรือ Developer ที่ไว้ใจได้ เพราะระบบวิ่งบน WordPress ที่ต้องอัปเดต Core, Theme และ Plugin อยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเว็บที่ ปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่อัปเดต

การ Update Core WordPress ปกตินั้นทำได้โดยเว็บไม่พัง แต่สถาณะการณ์ที่ไม่ปกติ ก็มักเกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ

และถ้าสะสม Plugin และ Theme เก่าหลายเวอร์ชันที่ไม่ Compatible ไว้นาน พอจะอัปเดตทีหลัง ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะ Plugin เก่าๆ จะรองรับ Core ใหม่ไม่ได้ ในเคสแบบนี้บางครั้งค่า MA อาจเทียบเท่าการทำเว็บใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าทิ้งไว้นานแค่ไหนและมี Custom Code เยอะแค่ไหน

ให้ประเมินไว้ว่า เราจะต้องมีปัญหาต่างๆ ที่ต้องรับมืออยู่เสมอ มันจะหนักหรือเบาแค่ไหน อยู่ที่ความใส่ใจในขั้นตอนการออกแบบระบบและการดูแลครับ

จุดแข็งของ WooCommerce คือยืดหยุ่นสูง มี Plugin ให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอีกมุมผมมองว่า มันคือข้อเสียที่ควรระวังเช่นกัน

ลองนึกภาพถ้าคุณเจอ Dev ที่ใจดี แล้วขอของแถมเขาเยอะ ลง Plugin หลายตัว ฟังก์ชันแพรวพราวเต็มไปหมด เพราะคิดว่าเสียเงินทั้งทีเราต้องเอาให้คุ้ม

แบบนี้เตรียมตัวรับแรงกระเทกได้เลยครับ อายุเว็บของคุณจะสั้นลง ปัญหาจะเยอะขึ้น เสียค่า MA ที่บ่อยและมากกว่า และที่เสียหายกว่าเงินก็คือเวลาในอนาคต หากมีคู่แข่งที่วางแผนมาอย่างถูกต้องชัดเจน ใช้ฟังก์ชันเฉพาะที่จำเป็น ออกแบบระบบให้ง่ายที่สุด แบบนี้มันจะมองกันออกตั้งแต่แรกว่าใครจะคุ้มค่าและยั่งยืนกว่า

ในเมืองไทยตอนนี้จำนวนผู้ให้บริการหรือ Developer ที่ทำ WooCommerce เยอะมาก นั่นหมายความว่า คุณมีตัวเลือกมาก และมีโอกาสได้ราคาถูก ในการสร้างเว็บนี้ขึ้นมา

ต่างจาก Shopify มีคนทำน้อยกว่าหลายเท่าตัว หาผู้ให้บริการยาก เพราะเป็นของใหม่กว่า ในไทยยังไม่รู้จักกันมาก แต่รออีกไม่กี่ปี ลูกค้าและ Developer ในไทยจะหันมาทางนี้กันมากขึ้นครับ

Shopify ต่างออกไปจาก WooCommerce คือไม่ต้องมี Hosting ของคุณเอง มันถูกออกแบบมาให้เจ้าของธุรกิจจัดการได้เองโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องโค้ด ระบบหลังบ้าน ทีมของคุณต้องเรียนรู้เอง แต่ไม่ได้ยาก ถ้าใช้ YouTube หรือ Document ของเขาได้ก็เพียงพอแล้ว Shopify มีทั้งแบบถูกและแพง ขึ้นอยู่กับว่าเราวางแผนถูกต้องหรือเปล่า และที่น่าสนใจคือการที่ไม่ต้องมีการ MA หรือคอย Update Core เหมือนกับ WooCommerce

สรุปแบบสั้น

ผมตีแบบหยาบๆ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กฟันธงให้ไปก่อนได้ว่า ฟังชันการใช้งานในเบื้องต้นของระบบ E-Commerce ทั้ง 2 อันพอๆ กันครับ และให้คุณประเมินแบบง่ายไปก่อนว่าค่า Developer การทำเว็บใกล้เคียงกัน (จริงแล้ว Shopify จะเหลื่อมไปทางสูงกว่าหน่อย ในแผนการทำงานที่เท่ากัน)

แต่ถ้าโจทย์ของคุณเป็นเว็บขนาดใหญ่ในระดับ Enterprise จะใช้สมการในบทความนี้มาวัดทั้ง 2 Platform แบบนี้ไม่ได้!

ผมเน้นอีกครั้ง Platform ที่ดีที่สุด ต้องมาจากแผนการตลาดที่ชัดเจน

ถ้า E-Commerce ของคุณถูกออกแบบมาจากแผน มาจากกลยุทธ์ มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยครับ เพราะเป้าหมายที่ต่างกัน จะต้องการระบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างเช่น

  1. ถ้า ยังไม่ต้องการกำไรใน 3-6 เดือนแรก แต่ต้องการ Data ลูกค้า เพื่อนำไปปรับแผนในช่วงหลัง แบบนี้ต้องการระบบที่เก็บ Data ได้ดี เชื่อมต่อ Analytics ง่าย และสามารถสร้างวิธีทดสอบได้รวดเร็ว
  2. ถ้า ต้องการสร้างการรับรู้อย่างรวดเร็ว โดยแผนคือทำ Live สดบน TikTok แล้วโปรนาทีทองให้คนเข้ามาซื้อ แบบนี้ต้องการระบบที่รับ Traffic กระจุกตัวในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ และ Checkout ต้องเร็วมาก ไม่งั้นลูกค้าหลุดกลางทาง
  3. ถ้า ต้องการขายให้ได้กำไรตั้งแต่วันแรก มีแผนทางด้านโปรโมชั่น ส่วนลดราคาที่ชัดเจน และสามารถแข่งขันทางด้านราคาได้

สามแบบนี้คนละโลกกันเลยนะครับ ผมยกตัวอย่างแบบที่สาม "ต้องการกำไรตั้งแต่วันแรก"

ในมุมมองของผม อันนี้จะเป็นเรื่องยากที่สุด สามารถล้มเหลวได้ง่ายที่สุด และอาจจะดูเหมือนไม่มีกระบวนการคิดที่ยั่งยืนรองรับ และคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่อง Data ของลูกค้าด้วย เพราะเข้าใจยาก ถนัดในการที่จะใช้ความรู้สึกแบบกะๆ เอามากกว่า เน้นขายแข่งราคา และชอบโปรโมชั่นด้วยการลดราคา

แบบนี้อาจต้องไปที่ Shopee Lazada เลยครับ ไม่จำเป็นต้องเลือก E-Commerce Platform ของตนเองให้สิ้นเปลือง

ค่าใช้จ่ายจริงๆ ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ก่อนเลือก Platform ผมขอให้เห็นภาพค่าใช้จ่ายจริงๆ ก่อนครับ เพราะตัวเลขที่คาดไว้กับที่จ่ายจริงมักไม่เหมือนกัน

WooCommerce ดูเหมือนฟรี แต่ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ ครับ สิ่งที่ต้องจ่ายมีดังนี้

ค่า Hosting อยู่ที่ประมาณ 3,000-8,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและปริมาณ Traffic ค่า Domain ปีละประมาณ 500-800 บาท ค่า SSL Certificate บาง Hosting รวมมาให้ฟรี บางเจ้าคิดเพิ่ม ค่า Theme สำเร็จรูปที่ดีอยู่ที่ประมาณ 1,500-4,000 บาทจ่ายครั้งเดียว และค่า Plugin ที่จำเป็นจริงๆ เช่น ระบบชำระเงิน ระบบส่งอีเมล อีกประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อปี

รวมแล้วปีแรกอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาท ยังไม่รวมค่า Developer ที่ต้องจ้างครับ

เว็บ E-Commerce ราคาจะสูงกว่าเว็บปกติทั่วไปมากกว่า 3 เท่าตัว ขึ้นอยู่กับคุณจะเลือกผู้ให้บริการทำระบบ E-Commerce แบบไหน ปัจจุบันในไทยก็มีแทบทุกราคาที่คุณต้องการครับ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก สามารถเป็นไปได้หมดตั้งแต่หลักพันยันหลักแสน ถ้าเอาแบบสบายใจเลือกเจ้าที่มีประสบการณ์มาบ้าง ส่วนใหญ่ก็อาจจะรับกันที่ 2-4 หมื่นบาท

ที่ต้องระวังคือต้นทุนแฝงที่คนมักมองข้าม นั่นคือเวลาของคุณเองในการดูแลระบบ และค่า MA ที่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และราคาเท่าไหร่

Shopify ดูน่าจะเห็นภาพค่าใช้จ่ายได้ชัดกว่า เพราะทุกอย่างรวมอยู่ในค่ารายเดือนเลย

Plan เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 800-900 บาทต่อเดือน ซึ่งรวม Hosting, SSL และระบบพื้นฐานมาให้หมด Plan กลางอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,000 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับธุรกิจที่เริ่มโตและต้องการ Feature เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังของ Shopify คือค่า Transaction Fee ครับ ถ้าไม่ได้ใช้ Shopify Payments ซึ่งในไทยยังไม่รองรับ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อการขายแต่ละครั้ง และถ้าต้องการ Plugin พิเศษเพิ่มเติม ราคาบน Shopify App Store มักแพงกว่า WooCommerce ครับ

ถ้ามองระยะสั้น WooCommerce ดูถูกกว่า แต่ถ้ารวมเวลาและความเสี่ยงในการดูแลเข้าไปด้วย Shopify มักคุ้มค่ากว่าสำหรับคนที่ไม่มีทีม IT หรือ Developer ของตัวเองครับ

นี่ยังไม่นับตอนที่ในอนาคตหากเว็บของคุณดังแล้ว หากโดนโจมตี โดนบอทยิง แล้วไม่มีทีม Security ดูแลประจำ นี่ค่าเสียหายเรื่องใหญ่เลยครับ ในขณะที่ Shopify ไม่ต้องมีครับ เขาดูแลให้ในแพคเกจเรียบร้อยแล้ว

คุณเหมาะกับตัวไหน: เช็คลิสต์ง่ายๆ

ลองตอบคำถามข้างล่างนี้ตามความเป็นจริงดูก่อนเลย

ถามตัวเองว่า...

  • ทีมของคุณพอใช้ WordPress เป็นบ้าง และไม่กลัวที่จะเรียนรู้เพิ่ม
  • คุณมี Dev หรือคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยดูแลระบบ
  • คุณพร้อมลงเวลาดูแลเว็บเองอย่างสม่ำเสมอ
  • งบประมาณเริ่มต้นของฉันค่อนข้างจำกัด และยอมแลกกับการดูแลที่มากขึ้น
  • ฉันต้องการความยืดหยุ่นสูงและต้องการ Custom ระบบในแบบที่ต้องการ

ถ้าตอบว่าใช่ 3 ข้อขึ้นไป → WooCommerce น่าจะเหมาะกับคุณครับ

  • คุณอยากโฟกัสที่การขายและการตลาด ไม่อยากมานั่งดูแลระบบ
  • คุณไม่มีทีม IT หรือ Developer และไม่มีแผนจะมี
  • ฉันอยากให้ระบบเสถียรและพร้อมใช้งานตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวล
  • ฉันพร้อมจ่ายรายเดือนแบบคงที่เพื่อแลกกับความสะดวก
  • ฉันต้องการเริ่มได้เร็วโดยไม่ต้องรอ Dev

ถ้าตอบว่าใช่ 3 ข้อขึ้นไป → Shopify น่าจะเหมาะกับคุณครับ

ถ้าตอบว่าใช่ทั้งสองฝั่งพอๆ กัน ให้กลับไปถามตัวเองว่า "คุณมีเวลาดูแลระบบจริงๆ ไหม" ครับ ถ้าคำตอบคือไม่แน่ใจ ให้เลือก Shopify ไปก่อนเลย เพราะความเสี่ยงต่ำกว่าในระยะเริ่มต้นครับ

คำถามที่คนถามบ่อย

ต้องมีทีม IT ไหมถึงจะใช้ WooCommerce ได้

ไม่จำเป็นต้องมีทีม IT ประจำครับ แต่ต้องมีคนที่โทรหาได้เวลามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น Freelance Dev หรือเอเจนซี่ที่ไว้ใจได้ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่ไม่มีใครดูแลเลยครับ ไม่ใช่การไม่มีทีม

Shopify คิด Commission ต่อการขายไหม

คิดครับ ถ้าคุณไม่ได้ใช้ช่องทางชำระเงินของ Shopify เอง ซึ่งในไทยยังไม่รองรับ ค่า Transaction Fee จะอยู่ที่ 0.5-2% ต่อออเดอร์ ขึ้นอยู่กับ Plan ที่ใช้ครับ ฟังดูน้อย แต่ถ้าขายได้เยอะ ตัวเลขนี้สะสมได้มากครับ ควรคำนวณเข้าไปใน Margin ตั้งแต่แรก

เริ่มจาก Shopee Lazada อยู่แล้ว จำเป็นต้องมีเว็บตัวเองไหม

ไม่จำเป็นครับ แต่ข้อจำกัดใหญ่ของการขายผ่าน Marketplace แบบ Shopee Lazada คือคุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Data ลูกค้าเลย คุณไม่รู้ว่าใครซื้อ ซื้อเพราะอะไร และจะกลับมาซื้ออีกไหม ถ้าธุรกิจคุณเติบโตถึงจุดที่อยากสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าระยะยาว เว็บตัวเองจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่ามากครับ ซึ่งในมุมมองของเราเรื่องนี้สำคัญมาก

ใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม

ได้ครับ และหลายธุรกิจทำแบบนี้อยู่ เช่น ใช้ Shopee Lazada เพื่อหาลูกค้าใหม่ แล้วใช้เว็บตัวเองเพื่อรักษาลูกค้าเก่าและสร้าง Brand แต่ถ้าเพิ่งเริ่ม ให้โฟกัสที่เดียวก่อนครับ อย่ากระจายแรงในช่วงที่ยังไม่มีระบบที่แข็งแรงพอ

ถ้าเริ่มด้วย Shopify แล้วอยากย้ายไป WooCommerce ทีหลังได้ไหม

ได้ครับ แต่มีต้นทุนครับ ทั้งเรื่องเวลา ค่าจ้าง Dev และความเสี่ยงที่ข้อมูลจะหาย หรือ SEO จะเสียหายระหว่างย้าย คำแนะนำคืออย่าคิดแบบ "ใช้ไปก่อนแล้วค่อยย้าย" ครับ ให้วางแผนให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจของคุณจะไปทิศไหนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า แล้วเลือกให้ถูกตั้งแต่แรกจะคุ้มกว่ามาก

สุดท้าย: คุณคือผู้ตัดสินใจเสมอ

ดังนั้นถ้าคุณเข้ามาอ่านที่ดีบุญ เราจะแนะนำให้คุณออกแบบแผนก่อนเสมอ แล้วความเสี่ยงในการลงทุนจะน้อยตามครับ พอได้แผนที่ชัดเจนแล้วว่าครึ่งปีหรือหนึ่งปีข้างหน้าธุรกิจของคุณจะเดินด้วยแนวทางแบบไหน

วิธีที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ ให้คุณส่งบทความนี้ให้ AI ที่คุณใช้ ช่วยวิเคราะห์อีกครั้ง บอกแผน บอกความต้องการและข้อจำกัดของคุณให้ครบ คุณจะได้ข้อมูลและเห็นภาพรวมที่ชัดขึ้นมากครับ และเลือกแผนที่มีเป้าหมายที่คุณทำได้จริงก่อนครับ

ที่สำคัญมาก คืออย่าเชื่อ AI 100% เพราะ AI ต้องอาศัยข้อมูลที่มากและครบถ้วนจึงจะฟันธงได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครในโลกนี้บอกโจทย์แบบนั้นได้ทั้งหมด สุดท้ายคุณยังจำเป็นต้องตัดสินใจด้วยความรู้สึกอยู่เสมอครับ

ทุกอย่างไม่มีผิด ไม่มีถูกแบบ 100% ทำแบบไหนก็ได้ เลือกวิธีไหน สุดท้ายคุณคือผู้ตัดสินใจ

กระบวนการคิด กระบวนการวางแผนที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอครับ

Related Posts

    View more